7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก I

posted on 27 Apr 2008 08:27 by clver4leaf

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (seven wonder) คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น 

ซึ่งมักจะมีขนาดใหญ่โตและสวยงามและหลายอย่างก็ก่อให้เกิดความสงสัยว่าสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตขนาดนั้นถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งในสมัยที่มีการสร้างสิ่งมหัศจรรย์นั้นๆมนุษย์เรายังไม่มีเทคโนโนยีและเครื่องมือที่ช่วยในการก่อสร้างหรือยกก้อนหินขนาดมโหฬารนี้ได้เลย

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแบ่งเป็น 3 ยุค คือ  สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ  สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง  และสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่                           

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ( Seven Wonders of the Ancient World ) มีอายุตั้งแต่ 5,000 - 500 ปีก่อนคริสตกาล ประมวลโดยนักปราชญ์ชาวกรีกชื่อแอนติเพเตอร์ ( Antipater ) แห่งไซดอน ( Sidon )

1. เทวรูปซีอุสแห่งโอลิมเปีย ( The Statue of Zeus at Olympia )    

Zeus at olympia    

เทวรูปซีอุส ( Zeus บางคนเรียกว่า ซูส บางคนก็เรียกซีอุส ) ตั้งอยู่ที่วิหารในเมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซสร้างขึ้นโดยปฏิมากรนาม ฟิดิแอส ( Phidias )  ตัวเทวรูปมีความสูง 40 ฟุต ทำจากงาช้างที่ตัดเป็นแผ่นบางๆนำมาต่อกัน ประดับด้วยทองคำและอัญมณีมากมาย หัตถ์ซ้ายทรงคทา หัตถ์ขวามีเทพีแห่งชัยชนะ  บัลลังค์ทำจากไม้     ซีดาห์แกะสลัก  พระบาทวางบนแท่นประดับด้วยสิงห์ทองคำ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อเทวรูปสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วฟิดิแอส ได้อธิษฐานต่อองค์เทพซีอุสว่า "หากเทวรูปนี้เป็นที่พอพระทัยขององค์มหาเทพแล้ว ขอให้โปรดแสดงให้เห็นแก่ตาด้วยเถิด " แล้วก็เปรี้ยง! เกิดฟ้าผ่าดังไปทั่ววิหาร แสดงให้เห็นความพอพระทัยจากจอมเทพ ( ซึ่งจอมเทพซีอุสนั้นทรงสายฟ้าเป็นอาวุธ )

เป็นที่น่าเสียดายที่เทวรูปนี้ได้พังทลายจนไม่เหลือซากในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าเกิดจากแผ่นดินไหวทำให้พังทลายลง

2. เทวรูปโคโลซุสแห่งเกาะโรดส์ ( The Colossus of Rhodes )

colossus of Rhodes

เทวรูปแห่งเกาะโรดส์ เป็นเทวรูปของสุริยเทพเฮลิออส ( Helios ) หล่อจากสำริด สูงกว่า 100 ฟุต สร้างโดย   คารีส แห่ง ลินดุส ( Chares of Lindus ) เมื่อประมาณ 280 ปี ก่อนคริสตกาลโดยเทวรูปนี้ยืนอยู่หน้าอ่าวของเกาะโรดส์ บ้างก็ว่าองค์เทวรูปนี้ยืนคร่อมปากอ่าวเลยทีเดียว เทวรูปนี้ตั้งตระหง่านเป็นเวลา 56 ปีแล้วเกิดพังทลายเพราะแผ่นดินไหว ( อีกแล้ว ) จมลงสู่ปากปากอ่าวนั้นเอง ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 672 อาหรับเข้ามายึดเกาะโรดส์ไว้และได้ขายเทวรูปนี้แก่พ่อค้าชาวยิวในฐานะเศษเหล็ก

3. วิหารเทพีไดอาน่า ( Temple of  Diana )

 temple of Dianatemple of diana

วิหารของเทพีไดอาน่าแห่งเอฟเฟสซุส ( Ephesus ) ตั้งอยู่ในประเทศตุรกีในปัจจุบัน วิหารแห่งนี้ชาวกรีสร้างถวายแด่เทพีไอน่าเทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ ตัววิหารมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 225 ฟุต ยาว 418 ฟุต ค้ำด้วยเสาหินอ่อนกว่า 127 ต้น แต่ละต้นสูง 55 ฟุต ใจกลางท้องพระโรงในวิหารมีรูปสลักของเทพีไดอาน่าอยู่ ปัจจุบันนี้รูปสลักได้หายสาบสูญไปแล้ว วิหารแห่งนี้เดิมทีสร้างจากไม้เพียงหยาบๆ มี แค่ที่กำบังลมฝผแก่องค์เทวรูปเท่านั้น ต่อมาได้มีการสร้างใหม่ถึง 4 ครั้ง จนกลายเป็นวิหารที่สวยงาม จนกระทั่ง 356 ปีก่อนคริสตกาลมีคนบ้าคนหนึ่งชื่อเฮโรสราตุส ( Herostratus ) เกิดคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาวิหารจนพังเสียหาย ชาวเมืองจึงออกกฏห้ามผู้ใดเอ่ยชื่อเฮโรสตราตุสปเนอันขาด ซึ่งในคืนนั้นเองได้กำเนิดพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งต่อมาได้ ช่วยในการบูรณะมหาวิหารแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง   จนเมื่อ 262 ปีก่อนคริสตกาลพวกโกธ ( Goth ) ได้บุกทำลายเมืองเอฟเฟสซุสและเผาทำลายมหาวิหารแห่งนี้ในที่สุด ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้เหลือเพียงซากฐานเสาและรูปสลักจำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง

 4.สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน ( The hanging garden of Barbylon )

 garden of babylon

สวนลอยแห่งกรุงบาบิดลนสร้างขึ้นโดยบัญชาของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ ( Nebuchadnezzar )เพื่อมอบให้แก่พระมเหสีสุดที่รักนามฌวมิรามิส ( Semiramis ) โดยทรงบัญชาให้สร้างภูเขาจำลองขึ้นในพระราชวังกลางกรุงบาบิโลน ซึ่งสวนนี้มีความสูงกว่า 300 ฟุต ฐานกว้าง 400 ตารางฟุต สร้างลดหลั่นเป็นชั้นๆ โดยแต่ละชั้นปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆทั้งไม้ดอกไม้ผลไว้อย่างสวยงาม ประดับด้วยรูปปั้นสิงสาราสัตว์ต่างๆมากมาย ซึ่งความมหัศจรรย์ของสวนลอยแห่งนี้คือนำน้ำขึ้นไปยังชั้นบนสวนลอยนั่นเอง  เนื่งจากสวนลอยแห่งนี้ตั้งอยู่กลางทะเลทรายนักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าสร้างระหัดทดน้ำจากแม่นำยูเฟรตีสขึ้นไปยังสวนลอยแห่งนี้ ปัจจุบันทั้งสวนลอยและกรุงบาบิโลนไม่เหลือแม้แต่ซากปรากฏให้เห็น

5.สุสานแห่งฮาร์ลิคาร์นัสซุส ( The Mousoleaum of Halicarnassus )

mausoleum of halicarnassus

สุสานแห่งฮาร์ลิคาร์นัสซุส สร้างโดยพระนางอาร์เทมิเซีย ( Arthemisia ) สร้างถวายแด่พระสวามีมอโซลุซ ( Mausolus ) ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 353 ปี ก่อนคริสตกาล พระนางอาร์เทมิเซียจึงสั่งให้สร้างสุสานที่ยิ่งใหญ่แก่สวามีแต่เมื่อการสร้างดำเนินไปได้เพียง 2 ปี พระนางอาร์เทมิเซียก็สิ้นพระชนม์ตามไป เหล่าสถาปนิกจึงได้ปรึกษากันว่าจะสร้างสุสานต่อไปหรือไม่ ในที่สุดก็ตกลงว่าจะสร้างต่อ  สุสานแห่งนี้สร้างจากหินอ่อน สูงกว่า140 ฟุต เหนือฐานมีเสาหินอ่อน 36 เสา หลังคามีรูปร่างคล้ายปีระมิด บนยอดมีรูปสลักพระเจ้ามอโซลุสและพระนางอาร์เทมิเซียประทับบนราชรถ สุสานนี้อยู่มาจนกระทั่งสงครามครูเสดสุสานแห่งนี้ถูกรื้อและนำหินอ่อนไปสร้างป้อมเซ็นต์ปีเตอร์ ที่ประเทศตุรกี

6.ประภาคารเฟรอสแห่งอเล็กซานเดรีย ( The Pharos of Alexandria )

Pharos of alexandria

ประภาคารเฟรอสสร้างโดยพระเจ้าปโตเลมี ฟิลาเดฟุส ( Ptolemy Philadelphus ) ผู้ครองอียิปต์ ประภาคารเป็นอาคารทรงสูง 8 ชั้น รอบๆ กั้นด้วยเขื่อน แต่ละชั้นมีช่องหน้าต่าง บนชั้นบนสุด มีคบไฟขนาดมหึมา  ซึ่งสามารถมองเห็นแสงจากประภาคารได้จากเมืองท่าอเล็กซานเดรีย ที่ห่างไปถึง 43 กิโลเมตรทีเดียว บางคนก็ว่าเป็นกระจกบานใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถใช้มองไปยังกรุงสแตนติโนเปิลได้ ประภาคารแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกนามซอสตราตุส ( Sostratus ) ที่รู้ชื่อของสถาปนิกคนนี้เพราะตอนแรกที่สร้างประภาคารพระเจ้าปโตเลมีสั่งให้จารึกพระนามของพระองค์ลงบนประภาคารแต่ ซอสตราตุสสลักพระนามของพระองค์ลงบนหินชนิดอ่อนเมื่อเวลาผ่านไปหินที่จารึหพระนามของพระเจ้าปโตเลมีก็หลุดหายไป ปรากฏเป็นชื่อของซอสตราตุสอยู่ข้างใต้แทน ต่อมาเมื่อประภาคารถูกกาหลิบ อัลวาลิดยึดครอง  พระเจ้ากรุงสแตนติโนเปิลเกรงว่ากาหลิบ อัลวาลิดจะใช้กระจกบนประภาคารสอดแนม จึงส่งคนไปหลอกว่าใต้ประภาคารมีสมบัติล้ำค่าอยู่กาหลิบ อัลวาลิดไม่รอช้าสั่งให้รื้อประภาคารทันที ประภาคารนี้จึงพังทลายลงเหลือเพียงซาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1375 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซากประภาคารแห่งอเล็กซานเดรียจึงจมหายไปในทะเล

7.ปีระมิดแห่งกิซา ( Pyramid of Giza )

pyramid of giza

ปีระมิดแห่งเมืองกิซา สร้างโดยบัญชาของฟาโรคูฟู ( Khufu ) แห่งไอยคุปต์โบราณ เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระศพของฟาโรคูฟูเอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ปี ก่อนคริสตกาลตัวปีระมิด สูงถึง 481 ฟุต กว้าง 755 ตารางฟุต ใช้เวลาสร้างกว่า 20 ปี ใช้แรงงานกว่า 100,000 คน หินที่ใช้ก่อสร้างหนักกว่า 2 ตัน ก้อนที่หนักที่สุดหนักกว่า 16 ตัน พื้นผิวของหินที่นำมาเรียงเป็นปีระมิดนี้มีขนาดเท่ากัน โดยรอยต่อของแต่ละก้อนไม่สามารถสอดแม้แต่เศษกระดาษลงไปได้ และทางเดินภายในปีระมิดนั้นเอนทำมุมกับดาวเหนือพอดี หน้าปีระมิดมีสฟิงค์นอนอยู่  ปีระมิดแห่งกิซานั้นนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. ใครสนใจรายละเอียดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณขอแนะนำหนังสือเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณและนครมหัศจรรย์ทั่วโลกของต่วย'ตูนครับ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

หีดึหกัหีกีconfused smile

#13 By เห (125.24.27.45) on 2009-03-16 12:46

เนสเสวาเว้าสเว้ดเกเกดกดopen-mounthed smile confused smile sad smile double wink

#12 By กดเด (61.19.22.226) on 2008-12-29 10:03

ภาพสวยจังครับ อยากลองไปเที่ยวมั่งจังครับbig smile cry double wink confused smile

#11 By neo (119.42.69.221) on 2008-11-10 13:21

ถ้าไม่ได้รูปนิ

จะไม่ได้คะแนนเลยนะเนี่ย


มันอาจจำเป็นต่อนักเรียนคนอื่นๆนะconfused smile confused smile confused smile confused smile

#10 By ปอย (58.9.33.68) on 2008-11-04 16:20

#9 By (202.62.108.36) on 2008-10-22 11:13

หรี

#8 By หกด (222.123.15.16) on 2008-09-28 14:09

http://www.youtube.com/watch?v=YHPcOPq1D_A แจ่มมากเลยงับ

#7 By กุ้ง (118.173.179.90) on 2008-09-26 08:26

ดีจัง cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile sad smile confused smile open-mounthed smile big smile

#6 By (117.47.65.120) on 2008-08-04 18:32

embarrassed

#5 By (117.47.65.120) on 2008-08-04 18:31

tongue ดีคะ

#4 By อิง (61.19.150.242) on 2008-07-21 12:16

surprised smile อาจจะนอกเรื่องนิดหน่อย แต่มาช่วยกันสะกิดต่อมลดโลกร้อนกันเถอะbig smile

#3 By 2spot studio on 2008-04-27 13:07

สวนลอยฟ้านี่อยากเห็นมากมายเลย

ความรู้ในบลอกนี้ดีจังแหะ

#2 By -:-Rin-Ray Nightray-:- on 2008-04-27 11:48

ขอบคุณสำหรับความรู้นะครับ

สวนลอยเป็นสิ่งที่อยากเห็นมาก ๆ เลย

#1 By Game Master Psycho on 2008-04-27 11:10